▶ Money Plus Special (24/08/69)
**SET หลุด 1,600 จุด : สัญญาณเตือนภัย หรือโอกาสสะสมหุ้น ?
** มุมมองดัชนี SET หลุด 1,600 จุด: วิกฤตหรือโอกาส?
* เป็นจังหวะ "โอกาส" ในการทยอยสะสม: การหลุดแนวรับ 1,600 จุดลงมาเป็นเพียงการ "พักตัวเพื่อไปต่อ" ในแนวโน้มขาขึ้น. เนื่องจากภาพรวมปีนี้หุ้นไทยเคลื่อนไหวแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นโลก (Outperform) โดยปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 20-30% จนไปทำจุดสูงสุดแถว 1,650 จุด การย่อตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
* โครงสร้างกราฟเทคนิคยังเป็นขาขึ้น: ลักษณะการปรับตัวลงยังเป็นการย่อตัวแบบยกฐานสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ยก High ยก Low)
* ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังดี: สถาบันหลัก ๆ (เช่น แบงก์ชาติ, กระทรวงการคลัง, สศช.) ทยอยปรับเป้า GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% - 2.3%
* ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีปีนี้: ได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้ขึ้นเป็น 2.4% (จากเดิม 2.1%) และปรับ SET Target ปลายปีขึ้นเป็น 1,665 จุด (จากเดิม 1,630 จุด) บนคาดการณ์ EPS ตลาดที่ 98 บาท
* กรอบแนวรับสำคัญ: วางแนวรับแรกไว้ที่ 1,585 และ 1,575 จุด. หากไม่หลุด 1,575 จุด ภาพขาขึ้นยังไม่เสีย แต่ถ้าหลุดต่ำกว่านั้นจะเริ่มน่ากังวล โดยมีแนวรับสำคัญด่านสุดท้าย (Lows เดิม) อยู่แถว 1,535 จุด
** ปัจจัยหนุนและประเด็นเด่นในประเทศ
* งาน Thailand Focus (26-28 ส.ค.): สถิติย้อนหลัง 5 ปีชี้ว่า ดัชนีมักตอบรับเชิงบวก. แม้ในสัปดาห์ที่จัดงานดัชนีอาจเคลื่อนไหวบวกเฉลี่ยเพียง 0.2% แต่หลังจบงาน 1 สัปดาห์ ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นบวกเฉลี่ยสูงถึง 1.69% (โดยปรับบวกถึง 4 ปีในรอบ 5 ปีล่าสุด) มีแรงหนุนหลักจากเม็ดเงินสถาบันและต่างชาติไหลเข้าซื้อหุ้นกลุ่ม Big Cap
* การประชุม กนง.: คาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปี. อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และไม่ส่งผลลบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์
** กลยุทธ์การสะสม "หุ้นกลุ่มธนาคาร" รับปันผลกลางปี
* ราคาหุ้นเริ่มสะท้อนมูลค่าพื้นฐาน: ราคาหุ้นแบงก์หลายตัวขยับขึ้นมาใกล้ราคาพื้นฐานของนักวิเคราะห์แล้ว ส่งผลให้คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ทั้งปีลดลงเฉลี่ยมาอยู่ที่ 5% - 6% (จากอดีตที่เคยสูงถึง 7% - 9%)
* หลีกเลี่ยงการไล่ราคา: การซื้อโดยไม่ต่อราคามีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงเทขายทำกำไร (Take Profit) ทันทีหลังจากขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากส่วนต่างราคาหุ้นมากกว่าเงินปันผลที่ได้รับ (กับดักปันผล). กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ "รอให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมา แล้วจึงค่อย ๆ ทยอยสะสม"
** หุ้นเด่นและ DR ต่างประเทศที่แนะนำ
** KBANK เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม (Top Pick): บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ชอบมากที่สุด เนื่องจากคาดการณ์เงินปันผลทั้งปีสูงถึง 15 บาท/หุ้น (ครึ่งปีแรก 2 บาท และครึ่งหลัง 13 บาท) และมีลุ้นโอกาสประกาศจ่าย เงินปันผลพิเศษเพิ่มเติม. (ราคาพื้นฐาน ให้ไว้ที่ 261 บาท)
** SINGER - หุ้นเด่นกลุ่มการเงิน
* ปัจจัยพื้นฐานโดดเด่น: ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาดีเกินคาดมาก ได้แรงหนุนหลักจาก สินเชื่อล็อกโฟน (LockPhone) เช่าซื้อโทรศัพท์มือถือที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนเกือบ 60% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด
* มีโอกาสจ่ายปันผลในอนาคต: กรรมการบริษัทมีมติจะนำเงินสำรองมาล้างขาดทุนสะสม ซึ่งจะช่วยปลดล็อกโอกาสกลับมาจ่ายเงินปันผลได้อีกครั้ง
* ปัจจัยบวกเฉพาะตัว: ได้รับอิทธิพลบวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐ และจิตวิทยาเชิงบวกจากช่วงก่อนการจัดงาน Apple Event ในต้นเดือนกันยายน
* คำแนะนำเชิงเทคนิค: ราคาพักตัวและสามารถเบรกกรอบแนวต้านเส้นกดเดิมขึ้นมาได้แล้ว
* แนวรับ: 11.80 บาท
* ราคาเป้าหมายพื้นฐาน (ปีหน้า): 14 บาท
* แนวต้านทางเทคนิค: 13.40 บาท
* จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): หากหลุดต่ำกว่า 10.90 บาท
** DR เวียดนาม "E1VFVN3001" (อิงดัชนี VN30)
* ประเด็นขับเคลื่อน (FTSE Rebalancing): ตลาดหุ้นเวียดนามเตรียมรับการปรับดัชนี FTSE โดยขยับสถานะจาก Frontier Market ขึ้นเป็น Secondary Emerging Market
* เม็ดเงินไหลเข้ามหาศาล: คาดว่าจะมีกองทุนทั้ง Active และ Passive ปรับพอร์ตและโยกเงินเข้าซื้อหุ้นเวียดนามรอบใหญ่มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลช่วงวันที่ 21 กันยายน.
* คำแนะนำเชิงเทคนิค: ราคา DR เริ่มยก Low ขึ้นหลังจากไม่หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน.
* แนวรับ: 43.00 - 43.25 บาท
* เป้าหมายแรก: 44.00 - 45.25 บาท
* จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): หากหลุดแนวรับเส้น 200 วัน แถว 41.75 บาท
** ความรู้ระหว่างบรรทัด
1. ความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Divergence): แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) จะอยู่ในระดับที่สูงจนเป็นจิตวิทยากดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่ บอนด์ยิลด์ไทย 10 ปี ทรงตัวต่ำที่ระดับประมาณ 2.1% เท่านั้น และไม่ได้ปรับตัวพุ่งแรงขึ้นตามสหรัฐฯ.
ชี้ให้เห็นว่าภาวะการเงินในประเทศของไทยยังค่อนข้างผ่อนคลายและมีเสถียรภาพมากกว่า สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยในประเทศที่ยังทรงตัวระดับต่ำต่อ
2. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเลือกหุ้น (Non-Broad-Based Earnings): ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีมากแบบกว้างขวาง (Broad-Based) เกือบทุกกลุ่ม. แต่ภาพในครึ่งปีหลังจะเป็นแบบ "ดีเฉพาะบางกลุ่ม/บางตัว" (Selective) บางเซกเตอร์จะเริ่มแผ่วลง.
การลงทุนนับจากนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพการเติบโตเฉพาะตัวที่แท้จริง ไม่สามารถซื้อแบบกระจายแล้วกำไรเหมือนในช่วงครึ่งปีแรกได้อีก
3. กลไก "กับดักปันผล" (Dividend Trap) และจุดเข้าซื้อ: ปัญหากับดักปันผลมักเกิดกับหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ในยามที่ตลาดไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาขับเคลื่อนต่อ หรือซื้อในราคาที่เต็มมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว.
วิธีแก้ไขคือต้องเลือกหุ้นแบงก์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังรองรับด้วย (เช่น มีสินเชื่อบรรษัทเติบโตตามการลงทุนเอกชน) เพื่อดึงดูดให้ราคาหุ้นฟื้นกลับคืนมาได้เร็วหลังการจ่ายปันผล
** คำแนะนำและประเด็นความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน
* ความเสี่ยงด้านกำแพงภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariffs): ต้องระวังมาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ หากไทยโดนปรับอัตราภาษีเพิ่มสูงขึ้นเกินระดับ 12.5% (จากเดิม 10%) อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยได้
* ความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบจากภาวะสงคราม: หากสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนหนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งไปแตะระดับ 90 - 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ปัญหาเงินเฟ้อกลับมาปะทุและกดดันให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุดลง
* กลยุทธ์การซื้อขายหุ้นพลังงาน: หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นปรับตัวขึ้นมาแรงตามราคาน้ำมันดิบ จึงเหมาะสำหรับการ เก็งกำไรระยะสั้น (Trading) เท่านั้น และต้องตั้งจุด Stop Loss เฝ้าระวังความผันผวนอย่างใกล้ชิด
**ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
ในรายการ Money Plus Special (24/08/69)
**SET หลุด 1,600 จุด สัญญาณเตือนหรือโอกาส? เล่นหุ้นแบงก์ดักปันผลอย่างไร ไม่ให้ติดหลุมพราง? คุณชุติกาญจน์ (24/08/69) 15.15 น.
#MoneyPlusSpecial #MoneyPlusByYuthana
#การลงทุนมีความเสี่ยงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
*Disclaimer “สำหรับข้อมูลและเนื้อหาในรายการมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มุมมอง มิใช่การแนะนำ หรือเชิญชวน หรือชักจูง ในการลงทุนส่วนบุคคล แต่เป็นเพียงนำเสนอมุมมองและข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น.”








