▶ Money Plus Special (14/07/69)
***สรุปภาพรวมตลาดและแนวทางปรับพอร์ตยามอ่าวอาหรับระอุ
** มุมมองตลาดหุ้นไทย (SET Index)
* แนวโน้มเทคนิคอล: ตลาดอยู่ในทิศทาง Sideway to Sideway Up โดยมีการยก High และยก Low อย่างชัดเจน, แม้ช่วงเช้าจะตกใจข่าวสงครามจนลบไปกว่า 20 จุด แต่สามารถดึงกลับมาได้ สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยที่ "เก่งกว่าภูมิภาค"
* กรอบการเคลื่อนไหว: แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,600 และ 1,580 จุด หากไม่หลุดระดับนี้ยังมีลุ้นไปต่อที่แนวต้าน 1,640 - 1,650 จุด
** ปัจจัยภายนอก: ความขัดแย้งในอ่าวอาหรับและนโยบายการเงินสหรัฐฯ
* สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน: ตลาดตอบรับเชิงลบน้อยกว่าครั้งก่อน เนื่องจากสหรัฐฯ เตรียมตัวมาดี มีน้ำมันสำรองและกองเรือคุ้มกันในช่องแคบฮอร์มุซ, ราคาน้ำมันดิบมองเป็นการ "เด้งเพื่อลงต่อ" ในระยะสั้น เว้นแต่สถานการณ์จะบานปลายรุนแรง
* ทิศทางดอกเบี้ย: ตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟด (Fed) อาจ ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในไตรมาส 3 และ 4 (กันยายนและธันวาคม) แทนการคงหรือลดดอกเบี้ย
* Bond Yield: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปีที่พุ่งใกล้ 5% กดดันหุ้นกลุ่ม Tech และ Growth ทั่วโลก
** ปัจจัยภายใน: งบประมาณและผลประกอบการกลุ่มธนาคาร
* มาตรการรัฐ: การผ่าน พรบ.เงินกู้ และงบประมาณปี 70 เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะงบลงทุนด้าน พลังงานสะอาดและ EV มูลค่า 2 แสนล้านบาท
* งบกลุ่มธนาคาร: Tisco ประกาศงบไตรมาส 2/69 ออกมาตามคาด (โต 7% YoY) เป็นสัญญาณบวกอ่อนๆ ให้กับกลุ่มแบงก์ที่เหลือ
** กลยุทธ์การจัดพอร์ตและ Sector Rotation
* กลุ่มที่ควรขายทำกำไร (Take Profit): กลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ (เช่น Delta, HANA, KCE) เนื่องจากราคาขึ้นมาสูงและได้รับแรงกดดันจากทิศทางหุ้น Tech โลก
* กลุ่มที่ควรหมุนเงินเข้า (Rotation):
* พลังงานต้นน้ำ: PTTEP เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) หากราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม
* กลุ่มธนาคาร: เลือกตัวที่งบมีแนวโน้มดี เช่น KKP
* กลุ่ม Defensive: ADVANC, TRUE สำหรับพักเงินในภาวะตลาดผันผวน
**ความรู้ระหว่างบรรทัด
1. Market Preparedness: ตลาดการเงินมักจะไม่ "Panic" ซ้ำซ้อนกับบทเรียนเดิม ความกลัวเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 ในรอบนี้จึงต่ำกว่ารอบที่แล้วมาก
2. The "Warsh" Effect: ประธานเฟดคนใหม่ (Kevin Warsh) มีสไตล์ "สื่อสารน้อย แต่ทำจริง" และไม่ชอบการให้ Forward Guidance ทำให้ความไม่แน่นอนในตลาดสูงขึ้น ซึ่งจะถูกบวกเข้าไปใน Bond Yield ระยะยาว
3. Gold vs. Dollar: ในยามสงครามที่พ่วงมาด้วย "เงินเฟ้อสูง" ทองคำอาจไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Yield) เมื่อเทียบกับดอลลาร์หรือพันธบัตรในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
**หุ้น-DR เด่นที่น่าจับตา
* PTTEP : เป็นหุ้นที่แนะนำให้ใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากราคาน้ำมัน กราฟเพิ่งเบรกเอาท์ (Breakout) เส้นแนวโน้มชุดใหญ่และยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 90 วันได้เป็นแท่งแรก แนะนำรอซื้อเมื่อย่อตัว (Buy on Dip) บริเวณ 138 - 140 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนหากหลุด 136 บาท และตั้งเป้าหมายกำไรที่ 150 - 154 บาท
* ADVANC: หุ้นกลุ่มสื่อสารที่เป็น Defensive ชั้นดีในภาวะตลาดผันผวน กราฟสะสมพลังออกข้างมานานกว่า 5 เดือนก่อนจะเบรกไฮเดิมที่ 370 บาท เพื่อเริ่มรอบใหม่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากธีม Data Center และ AI แนะนำแนวรับ 380 บาท จุดคัดที่ 370 บาท และเป้าหมายทำกำไร 395 - 405 บาท
* KLINIQ: ตัวแทนกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub) ทางเทคนิคเริ่มมีการยก High และยก Low ชัดเจนหลังจากพักตัวมา 2 เดือน และยืนเหนือเส้น 90 วันได้ กราฟพยายามฟอร์มตัวคล้ายรูปถ้วย (Cup and Handle) แนะนำแนวรับ 26.5 - 27 บาท จุดคัดที่ 26 บาท และเป้าหมาย 29 - 30 บาท
* ZINO80 (DR): เป็นการลงทุนในหุ้นจีน (Zhongji Innolight) ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับตัวเชื่อมสัญญาณแสงระหว่างชิป (Optical Transceiver) ซึ่งได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรม AI และแผนพัฒนาของจีน เหมาะสำหรับการเก็งกำไรในธีมระยะยาวแต่มีความผันผวนสูง แนะนำแนวรับ 5.60 - 5.65 บาท จุดคัดที่ 5.40 บาท และเป้าหมาย 6.40 - 6.80 บาท
**วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค
* PTT: มีโครงสร้างกราฟรูปถ้วยขนาดใหญ่ (Cup and Handle) และเพิ่งเบรกเอาท์แท่งแรกๆ โดยมีแรงซื้อต่อเนื่องจากต่างชาติ แนะนำแนวรับ 37 - 37.5 บาท จุดคัดที่ 36.5 บาท และลุ้นเป้าหมายที่ 39 - 40 บาท หรืออาจถึง 41.5 บาทหากมีแรงส่งมากพอ
* GPSC: ในกลุ่มโรงไฟฟ้ามองว่า GPSC น่าสนใจกว่า GULF เนื่องจากมีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งกว่า กราฟวิ่งในกรอบขาขึ้น (Channel) อย่างมีระเบียบ แนะนำรอจังหวะย่อตัวเข้าซื้อที่ 46.5 - 47 บาท จุดคัดที่ 45 บาท และเป้าหมาย 50 - 52 บาท
**คำแนะนำเพิ่มเติม:
* ทองคำ: ยังไม่ใช่ขาขึ้นชัดเจน แนะนำเพียง "ทยอยสะสมไม้แรก" บริเวณ 3,850 - 3,900 เหรียญ (Gold Spot) และต้องพร้อมถือยาวเพราะดอกเบี้ยยังสูง
* วินัยการลงทุน: หากคำนวณ Risk/Reward Ratio แล้วไม่คุ้ม (เช่น 1:1) ให้ลดสัดส่วนการลงทุนหรือนั่งทับมือรอจังหวะที่ได้เปรียบกว่า
**คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
* ให้ความสำคัญกับ Risk/Reward Ratio: ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่ราคาพุ่งไปไกลแล้วหากสัดส่วนกำไรต่อความเสี่ยงไม่คุ้มค่า (ควรได้เปรียบอย่างน้อย 2:1) หากคำนวณแล้วได้ 1:1 อาจารย์บอสแนะนำให้ "ลดสัดส่วนการลงทุน" หรือรอย่อตัวเพื่อให้ได้เปรียบด้านราคา
* วินัยในการตัดขาดทุน (Stop Loss): ในภาวะที่ตลาดมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก การรักษาเงินต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากผิดทางต้องยอมรับและคัดทิ้งทันทีเพื่อรอโอกาสใหม่
* สะสมสุขภาพควบคู่กับความมั่งคั่ง: การลงทุนมีความเสี่ยงและใช้พลังงานสูง นักลงทุนควรดูแลสุขภาพร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้มีอายุยืนยาวพอที่จะใช้เงินที่หามาได้จากการลงทุน
( **มุมมอง คุณดนัยภัทร เนตรพิทูร, CFA, CMT, CQF (บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)) ให้สัมภาษณ์ ในรายการ Money Plus Special (14/07/69) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตามสถานการณ์ ณ ขณะนั้น นักลงทุนควรใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจนะครับ)
**ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
ในรายการ Money Plus Special (14/07/69)
**อ่าวอาหรับระอุ! ปรับน้ำหนักลงทุนหุ้นอย่างไร? สแกนหุ้นใหญ่ ADVANC PTT PTTEP GPSC GULF ? คุณดนัยภัทร (14/07/69) 15.15 น.
*คลิกลิงค์เพื่อรับชม https://youtube.com/live/ZgYBYueW5gM
#MoneyPlusSpecial #MoneyPlusByYuthana
#การลงทุนมีความเสี่ยงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
*Disclaimer “สำหรับข้อมูลและเนื้อหาในรายการมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มุมมอง มิใช่การแนะนำ หรือเชิญชวน หรือชักจูง ในการลงทุนส่วนบุคคล แต่เป็นเพียงนำเสนอมุมมองและข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น.”








